วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กฎหมายพาณิชย์

หน่วยที่ 1 สภาพและหลักสำคัญของสัญญาซื้อขาย



  1. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคู่กรณีที่เกี่ยวข้องสองฝ่าย คือฝ่ายผู้ขายและฝ่ายผู้ซื้อโดยที่ฝ่ายผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่ซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
  2. สัญญาซื้อขายคล้ายคลึงกับเอกเทศสัญญาอื่นๆ หลายสัญญา โดยเฉพาะสัญญาที่มีลักษณะเป็นการตอบแทนด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง
  3. โดยปกติทรัพย์สินทุกชนิดซื้อขายกันได้ เว้นแต่ทรัพย์นอกพาณิชย์ ซึ่งกฎหมายห้ามซื้อขายกันไว้เป็นกรณีพิเศษ
  4. บุคคลใดๆก็เป็นผู้ซื้อได้ ถ้าไม่มีกฎหมายห้ามไว้ แต่ผู้ขายนั้นโดยปกติต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็นบุคคลที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยเฉพาะให้เป็นผู้ขายได้



    1. สัญญาซื้อขาย

  1. สัญญาซื้อขายเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยสังคมบรรพกาล และได้มีการพัฒนารูปแบบและวิธีการในลักษณะต่างๆ ตามความเจริญ และความต้องการของสังคมในแต่ละยุค แต่ละสมัย
  2. สัญญาซื้อขายเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่ง ที่กฎหมายได้กำหนดขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการติดต่อซื้อขายกัน และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณีที่ซื้อขายกัน
  3. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งซึ่งมีคู่กรณีที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายคือ ฝ่ายผู้ขายและฝ่ายผู้ซื้อ โดยผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่ซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย



      1. ความเป็นมาของสัญญาซื้อขาย

ยกตัวอย่างของการการซื้อที่มีการพัฒนารูปแบบ และวิธีการที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการซื้อขายตามปกติที่เราปฏิบัติกันอยู่โดยทั่ว ๆ ไป 2 ตัวอย่าง

การซื้อขายเงินผ่อน การซื้อขายเงินเชื่อ การซื้อขายเช็ค



      1. สัญญาซื้อขายเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่ง

ทำไมกฎหมายจึงต้องบัญญัติเอกเทศสัญญาชนิดต่างๆเอาไว้

กฎหมายบัญญัติถึงเอกเทศสัญญาชนิดต่างๆ ไว้ก็เพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำสัญญากันและเพื่อให้เกดความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มิฉะนั้นแล้วอาจจะถูกฝ่ายที่มีอำนาจกว่าเอารัดเอาเปรียบได้



ท่านเห็นว่าควรจะบัญญัติสัญญาซื้อขายไว้เป็นเอกเทศสัญญาดังเช่น ที่เป็นอยู่ใน ปพพ. หรือไม่

ไม่ควรบัญญัติเป็นเอกเทศสัญญา เพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพในการตกลงทำสัญญาในบางกรณีที่ไม่อาจตกลงเป็นอย่างอื่นได้



      1. ลักษณะของสัญญาซื้อขาย

สัญญาซื้อขายมีลักษณะสำคัญประการใดบ้าง ให้ระบุมาให้ครบ 3 ข้อ

สัญญาซื้อขายมีลักษณะสำคัญดังนี้ คือ

    1. สัญญาซื้อขายจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่กรณีเกี่ยวข้องสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ขายและฝ่ายผู้ซื้อ
    2. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ฝ่ายขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่ซื้อขายกันให้แก่ผู้ซื้อ
    3. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ฝ่ายผู้ซื้อตกลงจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย



    1. การเปรียบเทียบสัญญาซื้อขายกับสัญญาอื่นๆ

      1. สัญญาซื้อขายแตกต่างกับสัญญาแลกเปลี่ยนตรงที่สัญญาซื้อขายนั้น คู่สัญญาจะต้องเอาเงินแลกกับทรัพย์สินแต่สัญญาแลกเปลี่ยนนั้นคู่สัญญาเอาทรัพย์อย่างหนึ่งแลกกับทรัพย์สินอีกอย่างหนึ่ง
      2. สัญญา ซื้อขายแตกต่างกับสัญญาให้ตรงที่สัญญาซื้อขายนั้น เป็นสัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีหนี้ต่างตอบแทนกันแต่สัญญาให้เป็นสัญญาที่ ไม่ต่างตอบแทนโดยผู้ให้ฝ่ายเดียวโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้นั้นให้แก่ ผู้รับโดยเสน่หา
      3. สัญญาซื้อขายทรัพย์สินแตกต่างกับสัญญาเช่าทรัพย์ตรงที่สัญญาซื้อขายนั้น มีวัตถุ ประสงค์เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ แต่สัญญาเช่านั้นมีวัตถุประสงค์เพียงให้ผู้เช่าได้ใช้ หรือได้รับประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งจากทรัพย์สินที่เช่านั้นชั่วระยะเวลาอันจำกัด
      4. สัญญาซื้อขายแตกต่างจากสัญญาเช่าซื้อตรงที่สัญญาซื้อขายนั้น มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายอย่างแน่นอน แต่สัญญาเช่าซื้อนั้นอาจจะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าหากผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญากลางคัน
      5. สัญญาซื้อขายแตกต่างกับสัญญาจ้างทำของตรงที่สัญญาซื้อขาย มีวัตถุประสงค์เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายกัน แต่สัญญาจ้างทำของนั้น มีวัตถุประสงค์เป็นการทำงานให้สำเร็จตามที่ตกลง
      6. สัญญาซื้อขายกับสัญญากู้ยืมนั้น โดยปกติย่อมแตกต่างกัน เว้นแต่ในบางกรณีที่ผู้กู้ชำระหนี้เป็นทรัพย์สินแทนเงิน จึงทำให้มีลักษณะเหมือนหรือใกล้เคียงกับสัญญาซื้อขายได้



      1. สัญญาซื้อขายกับสัญญาแลกเปลี่ยน

ให้บอกความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาแลกเปลี่ยน

สัญญาซื้อขายแตกต่างกับสัญญาแลกเปลี่ยนในสะระสำคัญ คือ สัญญาซื้อขายนั้นเป็นสัญญา ที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายให้ผู้ซื้อแลกกับเงินที่เป็นราคาของทรัพย์สินตามที่ตกลงกัน แต่ในสัญญาแลกเปลี่ยนคู่กรณีในสัญญาต่างฝ่ายต่างโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของแต่ละฝ่ายให้แก่กัน ตัวอย่าง เช่น เขียวตกลงกับเหลืองแลกแหวนทองของตนกับนาฬิกาของเหลือง ย่อมเป็นเรื่องที่เอาทรัพย์สินเข้าแลกกัน โดยไม่มีเงินสื่อกลาง จึงเป็นสัญญาแลกเปลี่ยน มิใช่สัญญาซื้อขาย



      1. สัญญาซื้อขายกับสัญญาให้

ให้บอกความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาให้

สัญญาซื้อขายแตกต่างจากสัญญาให้ในสาระสำคัญคือ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้เป็นการตอบแทนกับการที่ผู้ซื้อชำระราคา แต่สัญญาให้เป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน ผู้ให้เป็นฝ่ายที่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นให้โดยเสน่หา ตัวอย่างเช่นสมบัติยกแหวนเพชรให้แก่จารุณีบุตรสาวคนเดียว ย่อมเป็นเรื่องที่จารุณีไม่มีความผูกพันที่จะต้องกระทำการใดๆเป็นการตอบแทนนอกจากยอมรับทรัพย์สินที่ให้นั้นแต่อย่างเดียว หากเป็นเรื่องการซื้อขายฝ่ายผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต้องชำระราคาเป็นการตอบแทน



      1. สัญญาซื้อขายกับสัญญาเช่าทรัพย์

ให้บอกความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาเช่าทรัพย์

สัญญาซื้อขายแตกต่างกับสัญญาเช่าทรัพย์ในสาระสำคัญคือ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ แต่สัญญาเช่าทรัพย์คือ สัญญาที่ไม่มีการโอนกรรม สิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า เพราะผู้ให้เช่าเพียงให้ผู้เช่าได้ใช้สอยหรือได้รับประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะ เวลาหนึ่ง แต่ผู้เช่าชำระค่าเช่าเป็นการตอบแทนการใช้ทรัพย์สินนั้น ตัวอย่าง ดำตกลงให้แดงเช่าตึกแถวเป็นเวลา 3 ปี ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 2,500 บาท ดำส่งมอบตึกแถวให้ครอบครองเพื่อใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยหรือทำสำนักงานชั่วระยะเวลา 3 ปีตามที่ตกลงให้เช่า แต่ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในตึกแถวไปให้แดง เพราะสัญญาเช่าทรัพย์นั้นไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์เหมือนดังเช่นสัญญาซื้อขาย



      1. สัญญาซื้อขายกับสัญญาเช่าซื้อ

ให้บอกความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาเช่าซื้อ

สัญญาซื้อขายแตกต่างกับสัญญาเช่าซื้อในสาระสำคัญคือ สัญญาซื้อขายนั้น ผู้ขายต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อเป็นการแน่นอน แต่สัญญาเช่าซื้อนั้นเป็นเรื่องเช่า โดยให้คำมั่นว่าจะขายหรือจะให้ทรัพย์สินตกเป็นสิทธิแก่ผู้ให้เช่า เมื่อผู้เช่าได้ชำระเงินค่าเช่าเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราวตามแต่จะตกลงกัน ตัวอย่างเช่น บริษัทกรุงเทพรถยนต์ จำกัด ขายรถยนต์ให้อาทิตย์ย่อมเป็นเรื่องสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่อาทิตย์ผู้ซื้อทันที ที่สัญญาซื้อขายเกิดขึ้นแต่ถ้าเป็นกรณีที่บริษัทฯ ให้อังคารเช่าซื้อรถยนต์ ย่อมจะยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ จนกว่าจะมีการชำระเงินค่าเช่าจนครบตามจำนวนงวดที่ตกลงกัน ให้ผู้เช่าจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อกันนั้นให้แก่ผู้เช่า



      1. สัญญาซื้อขายกับสัญญาจ้างทำของ

ให้บอกความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาจ้างทำของ

สัญญาซื้อขายแตกต่างกับสัญญาจ้างทำของในสาระสำคัญคือ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายกันให้แก่ผู้ซื้อ แต่สัญญาจะจ้างทำของเป็นเรื่องที่ผู้รับจ้างตกลงทำการงานนั้นจนเป็นผลสำเร็จ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อเสื้อผ้าที่ตัดไว้สำเร็จรูปย่อมเป็นเรื่องซื้อขาย แต่ถ้า ซื้อผ้าไปจ้างช่างตัดเสื้อให้ ย่อมเป็นเรื่องจ้างทำของ



      1. สัญญาซื้อขายกับสัญญากู้ยืม

ให้บอกความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญากู้ยืม

สัญญาซื้อขายแตกต่างกับสัญญากู้ยืมในสาระสำคัญคือ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ผู้ขายโอนกรรทมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย แต่สัญญากู้ยืมนั้นผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในเงินที่กู้ยืมกันนั้นให้แก่ผู้ยืม โดยผู้ยืมจะตอบแทนการให้ยืมเงินเป็นดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้ อันที่จริงแล้วสัญญาทั้งสองชนิดแตกต่างกัน แต่บางครั้งอาจคล้ายกัน ถ้ามีข้อสัญญาให้โอนทรัพย์สินที่เป็นประกันการกู้ยืมให้แก่ผู้ให้ยืม หากผู้ยืมไม่ชำระหนี้ที่ยืมไป



    1. ทรัพย์สินที่ซื้อขาย

  1. โดยปกติทรัพย์สินทุกชนิดย่อมซื้อขายกันได้ เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติห้ามซื้อขายไว้เป็นพิเศษ
  2. ทรัพย์สินที่ซื้อขายกันไม่ได้คือทรัพย์นอกพาณิชย์ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า ได้แก่ทรัพย์ที่ไม่อาจถือเอาได้โดยสภาพและทรัพย์ที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้โดยเฉพาะ
  3. ทรัพย์สินในอนาคตซึ่งผู้ขายยังไม่มีกรรมสิทธิ์ก็อาจเป็นวัตถุแห่งสัญญาซื้อขายได้ หากผู้ขายสามารถจัดหาหรือจัดทำขึ้นได้ในภายหลัง เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อได้ตามที่ตกลงในสัญญา



      1. ทรัพย์สินที่ซื้อขายกันได้

ทรัพย์สินชนิดใดบ้างที่ซื้อขายกันได้

ทรัพย์สินทุกชนิดย่อมมีการซื้อขายกันได้ เว้นแต่เป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ซึ่งโดยสภาพไม่อาจซื้อขายกันได้ หรือมีกฎหมายบัญญัติไว้ห้ามโอนไว้โดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องตรวจดูกฎหมายเป็นเรื่อง ๆ ไป ว่าทรัพย์สินใดบ้างห้ามโอนหรือห้ามซื้อขาย



      1. ทรัพย์สินที่ซื้อขายกันไม่ได้

ทรัพย์สินประเภทใดบ้างที่ไม่อาจซื้อขายกันได้

ทรัพย์สินที่ไม่อาจซื้อขายนั้น คือ

  1. ทรัพย์ที่ไม่อาจถือเอาได้ เช่น ดวงจันทร์ ดวงตา แสงแดด สายลม เป็นต้น
  2. ทรัพย์ที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่วัด และที่ธรณีสงฆ์เป็นต้น



      1. ปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สิน

การทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินในอนาคตนั้นอาจทำได้เพียงใดหรือไม่เพราะเหตุใด

การทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินในอนาคตนั้นย่อมทำได้ เพราะในขณะทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ขายอาจทำสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา ซึ่งจะยังไม่ทำให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ และส่งมอบทรัพย์สินทันทีเมื่อทำสัญญาซื้อขาย ในกรณีเช่นนี้ผู้ขายจึงมีเวลาที่จะจัดหาหรือจัดทำสินทรัพย์ที่ตกลงซื้อขายกันนั้นเพื่อส่งมอบให้ตามข้อตกลงในสัญญา



    1. ผู้ซื้อและผู้ขาย

  1. ผู้ซื้อคือบุคคลใดๆ ก็ได้ที่ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้เป็นผู้ซื้อ
  2. ผู้ขายคือผู้ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเป็นผู้ขายทรัพย์นั้นได้
  3. ในบางกรณีแม้ผู้ขายจะไม่มีกรรมสิทธิ์อยู่ก็ตาม แต่ผู้ซื้ออาจได้กรรมสิทธิ์โดยผลของกฎหมายอันเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไปที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีกว่าผู้โอน



      1. ผู้ซื้อ

บุคคลใดอาจเป็นผู้ซื้อได้บ้าง

บุคคลใดๆ ก็อาจเป็นผู้ซื้อได้ ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้โดยเฉพาะ เช่น ประมวลกฎหมายที่ดินห้ามคนต่างด้าวซื้อที่ดินในราชอาณาจักรไทย



      1. ผู้ขาย

บุคคลใดอาจเป็นผู้ขาย

บุคคลที่อาจเป็นผู้ซื้อขายได้คือ

  1. เจ้าของในกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น
  2. ผู้ที่กฎหมายให้อำนาจขายทรัพย์สินนั้นได้ เช่น ผู้ใช้อำนาจปกครอง เจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นต้น



กรณีใดที่แม้ผู้ขายไม่มีกรรมสิทธิ์ แต่ผู้ซื้อก็อาจได้กรรมสิทธิ์โดยผลแห่งกฎหมาย

กรณีที่ผู้ขายไม่มีสิทธิ์ แต่ผู้ซื้ออาจได้กรรมสิทธิ์โดยผลของกฎหมายนั้นมีดังต่อไปนี้คือ

  1. ผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากผู้รับโอนทรัพย์สินที่ได้มาโดยนิติกรรมที่เป็นโมฆะเนื่องจากการแสดงเจตนาลวงตาม ปพพ. มาตรา 155
  2. ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ถูกครอบครองปรปักษ์จนผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์แล้ว หากว่าซื้อโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยไม่อาจเพิกถอนได้ (มาตรา 1299 วรรค 2) ประกอบกับมาตรา 1300
  3. ผู้ซื้อสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 1303
  4. ผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากผู้รับโอนทรัพย์สินมาจากนิติกรรมที่เป็นโมฆียะแล้วนิติกรรม นั้นถูกบอกล้างให้เป็นโมฆะในภายหลัง ตามมาตรา 1329
  5. สิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลหรือเจ้าพนัก งานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ตามมาตรา 1330
  6. ผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาดหรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ตามมาตรา 1332

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น